หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2554

ช่องทาง วิธีรวย 8 ประการ


ความร่ำรวยย่อมจะเป็นที่ปรารถนาและความใฝ่ฝันของคนทั้งโลก แต่การได้มาซึ่งเงินตราและทรัพย์สินนั้นมีทั้งวิธีการรวยแบบรวดเร็ว แบบทางลัด และรวยแบบเชื่องช้าที่ต้องประกอบไปด้วยความหมั่นพียรในการหาความมีวินัยในการเก็บหอมรอมริบ และประการสุดท้ายคือการทำให้งอกเงย

ในยุคค่านิยมของสังคมที่ยกย่อง และนับถือคนรวยนั้นจะทำให้เกิดค่านิยมที่น่าเป็นห่วงคือ ทำอะไรก็ได้ วิธีใดก็ได้ขอให้รวย ไว้ก่อน แล้วอำนาจและความเคารพนับถือจะ ตามมาเอง และคนส่วนหนึ่งจึงกระทำทุกวิถีทางเพื่อให้รวย ซึ่งได้มีเพื่อนส่งสรุปวิธีการ 8 ประการหลักที่นำไปสู่ความร่ำรวยของคนในสังคม อันนี้สามารถใช้ได้เป็นสากล ไม่เฉพาะกรณีของประเทศหนึ่งประเทศใด สิ่งที่ต่างคือในประเทศที่พัฒนาแล้วคนที่รวยแบบที่ไปที่มาไม่โปร่งใสจะไม่ได้การยอมรับจากประชาชน และการจะเป็นบุคคลสาธารณะหรือนักการเมืองจะต้องมีการตรวจสอบ
1. แต่งงานกับคนรวย สิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยน คือ การแต่งงานกับคนที่มีฐานะร่ำรวย แต่อาจต้องใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ไม่ได้รัก เป็นความรวยที่ต้องจ่ายด้วยราคาที่แพงมากเลยล่ะ แต่สำหรับคนบางคนแล้วอาจบอกว่าช่างมันฉันไม่แคร์ ไม่ว่าคนที่จะแต่งงานด้วยนั้นจะแก่คราวใด หรือรูปโฉมจะเป็นที่ถูกใจของตนเองหรือไม่ การจะได้แต่งงานกับคนรวยได้นั้นก็คงต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ มีรูปเป็นทรัพย์ คือต้องสวยหรือ หล่อ จึงจะมีสิทธิถูกหวยในการแต่งกับคนรวย ตัวอย่างที่เห็นคือบรรดานางงาม ดารา หรือนายแบบ นางแบบ เป็นต้น
2. เป็นนักต้มตุ๋น ค้ายาเสพติด คดโกง หรือเป็นอาชญากร
กลุ่มนี้จะรวยได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น เป็นกลุ่มที่ประพฤติผิดกฎหมาย หรือตามนิยามของผู้มีอิทธิพลนับตั้งแต่ ค้ายาเสพติด บ่อนการพนัน ซ่องโสเภณี หวยเถื่อน หรือค้าสินค้าผิดกฎหมาย ค้าของเถื่อนนานาประเภท เป็นวิธีการที่สร้างเงินอย่างรวดเร็ว คนกลุ่มนี้เสี่ยงต่อการถูกจับกุม จึงต้องมีการสร้างเครือข่ายกับเจ้าพนักงานของรัฐ หรือนักการเมือง หรือการเข้ามาเป็นนักการเมืองเองเพื่อให้มีอำนาจในการปกป้องคุ้มครองธุรกิจ และการรวยอีกประเภทคือ การทุจริต คอร์รัปชั่น การรวยของคนกลุ่มนี้มีผลกระทบมากต่อเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นมะเร็งร้ายที่ทำลายความเจริญก้าวหน้าของการพัฒนาประเทศ
3. รวยเพราะถูกลอตเตอรี่
คนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีโชคแต่ถ้าไม่มีแผนการว่าจะจัดการกับเงินจำนวนมหาศาลอย่างไรก็จะกลับไปจนอีกในที่สุด จะเห็นได้ว่าประชาชน ส่วนหนึ่งยังคงติดการเล่นหวยอย่างงอมแงม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจนและผู้มีรายได้น้อย คนกลุ่มนี้มีความหวังกับลาภลอยว่า การเล่นหวยและลอตเตอรี่จะทำให้รวยได้ โอกาสเช่นนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่มี แต่โอกาสถูกหวยหรือร่ำรวยจาก ลอตเตอรี่ในแต่ละงวดมีอยู่อย่างค่อนข้างจำกัดมาก
4. หาทางไปเป็นดารา ศิลปิน นักกีฬาดัง ๆ
ต้องใช้ความฉลาด มีพรสวรรค์ บุคลิก ดี แต่ถ้ายังไม่มีก็ให้รีบสะสมกันเข้าไว้ที่เรียกกันว่าพรแสวง และเช่นกันคือ คนที่ได้รับการคัดเลือกจะมีจำนวนจำกัด นอกจากนี้แล้วจะ มีระยะเวลาการทำงานไม่ยาวนานนัก เพราะจะมีคลื่นลูกใหม่ขึ้นมาทดแทนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะในวงการแสดงดังที่เราจะเห็นว่าดารา เด็ก ๆ อายุเพียง 20-30 ปี ก็ถูกกดดันให้รับบทแม่ เพราะเมื่อดาราหรือนักร้องเริ่มดังค่าตัวก็จะสูง ทำให้มีการปั้นดาราเด็ก ๆ ใหม่ ๆ ขึ้นทดแทนอยู่ตลอดเวลา ยกเว้นนักดนตรีหรือนักกีฬาที่ต้องมีพรสวรรค์พิเศษเฉพาะตัวที่หาคนทดแทนได้ยาก
5. รวยด้วยการเป็นคนโลภ หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “งก” คุณต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อเก็บสิ่งที่ต้องการเอาไว้คนเดียว หรือการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเช่นกินข้าวร่วมกับคนอื่นแล้วไม่ยอมจ่ายหรือจ่ายน้อยกว่าคนอื่น คนอื่น ๆ ก็จะทำกับตัวคุณเช่นเดียวกัน เขาเหล่านั้นคงไม่เคยช่วยเหลือใคร การเป็นคนงกคือมักได้ของผู้อื่นจึงทำให้ไม่เป็นที่ชื่นชอบของเพื่อนฝูง คนไม่ค่อยคบหาสมาคมด้วย 6. รวยได้ด้วยการอยู่อย่างยากไร้ (ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ขี้เหนียว”)
การมีชีวิตที่ยากไร้และตายอย่างอนาถา เป็นโศกนาฏกรรม แต่การอยู่อย่างขัดสน กระเบียดกระเสียร แต่ตายอย่างร่ำรวย ถือเป็นความวิกลจริตทางจิตและเป็นคนกลุ่มที่มีกรรมเก่า คนกลุ่มนี้จะมีความสุขอยู่กับการเห็นตัวเลขเงินฝากที่อยู่กับธนาคาร แต่ไม่น่าจะมีความสุขเพราะเงินที่หามานั้นไม่ได้ใช้ทำให้ตัวเองมีความเป็นอยู่ในมาตรฐานที่ควรจะเป็น เงินที่หามานั้นจะให้ไว้สำหรับคนอื่นใช้ซึ่งคนร่ำรวยจากประเภทนี้มีอยู่ค่อนข้างมากเป็นบุคคลที่น่าสงสารยิ่งและเป็นคนที่เบียดเบียนตนเอง
7. รวยโดยอาศัยความเฉลียวฉลาดทางการเงิน และความรู้ในด้านเจ้าของกิจการและนักลงทุน สิ่งที่ต้องเสียไปเพื่อแลกกับอิสรภาพทางการเงินก็คือ เวลาและการทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้มาซึ่งการศึกษาสูง ๆ มีประสบการณ์ จนกว่าจะมีความฉลาดทางการเงิน กลุ่มนี้จะมีทั้งนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในการคิดหาผลผลิตใหม่ ๆ มีการตลาดหรือมีจุดขายที่ตอบสนองความต้องการของตลาดได้แต่ก็มีอีกกลุ่มหนึ่งที่ใช้ความรู้ และโอกาสที่มากกว่าคนอื่นในการแสวงกำไร หรือการเก็งกำไรในการค้าเงิน หรือ เล่นหุ้น
8. รวยด้วยการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คือ กลุ่มที่ร่ำรวยโดยการให้กับคนอื่นในรูปการให้ความช่วยเหลือผู้อื่น บุคคลที่ทำได้เช่นนี้จะรวยมากกว่าที่คาดฝันไว้เสียอีก กลุ่มนี้ก็จะเป็นคนที่ถ้าหากหาปลามาได้ ก็จะทำเป็นอาหารและแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง และจะได้รับผลตอบแทนกลับคืนมาคือความช่วยเหลือจากญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเมื่อยามเดือดร้อนและขัดสน คนประเภทนี้จะไม่ตกอับเพราะการให้ออกไปก็จะยิ่งมีกลับมาตลอดเวลา ที่เรียกว่ายิ่งให้ออกไปมากเท่าไรก็ยิ่งจะได้กลับคืนมามากกว่าเดิม
ผู้อ่านคงต้องเลือกเอานะคะว่า จะเลือกเอาวิธีใดใน 8 วิธีข้างต้น จะรวยแบบมีคุณค่า หรือรวยแบบรวยเร็วที่ผิดศีลธรรมและการคดโกงบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้อื่น แต่เงินที่มาโดยมิชอบคงเป็นเงินร้อนที่ไม่ทำให้เจ้าของเงินอยู่เย็นเป็นสุขเพราะเกรงว่าจะถูกจับได้
แต่สิ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือทางสาย กลางหรือเศรษฐกิจพอเพียงที่มีความพอเหมาะพอดี สมเหตุสมผล คือการใช้จ่ายที่พอประมาณไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับตนเองหรือครอบครัว ก็ขอฝากข้อคิดสำหรับวันนี้ไว้ว่า เงินเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแต่เงินไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต.

6 วิธีรวยทางลัดในประวัติศาตร์

สิ่งที่จะอ่านต่อไปนี้ ขอเตือนว่าอย่าทำเป็นเยี่ยงอย่าง

หรือถ้าจะทำ ถ้าคิดว่าทำได้ ก็จะลองดูก็ได้ผมก็ไม่สามารถห้ามชีวิต ของทุกท่านได้

แต่ถ้าเป็นไปได้ผมแนะนำ ยอมเป็นหนี้ หรือ ใช้หนี้อย่างช้า ๆ ดีกว่ารวยด้วยวิธีการแบบที่ผมจะลงให้ดูแบบนี้ดีกว่า ชีวิตต้องเดินไปทีละ step อย่าคิดทำอะไรทางลัดเด็ดขาดนะจ้ะ ....


               แต่ถึงกระนั้น ถึงคุณเป็นหนี้เป็นล้าน ๆ บาท คุณก็ไม่มีทางที่จะทำวิธีที่ผมจะลงให้ดูได้หรอก

ถ้าคุณจะทำ แล้วคิดว่าทำได้แน่ มีอย่างเดียว .....


คือคุณ ต้อง "เสียสติ" ไปแล้วแน่ ๆ


อันดับ 6. เบลล์ กันเนส (Belle Gunnes) ฆ่าเอาประกัน





เบลล์ กันเนส (เกิด ค.ศ. 1859 ตาย ค.ศ. 1931??)

ฆาตกรสาวที่มีวิธีหาเงินแบบหน้าด้านๆ ที่ปัจจุบันมักทำกัน นั้นคือ “ฆ่าเอาประกัน” ที่มันช่างง่ายและได้เงินดีเสียด้วยสิ

เบลล์ กันเนส อพยพจากประเทศนอร์เวย์มาสหรัฐอเมริกาใน1881
และแต่งงานกับสามีจากนั้นก็ซื้อบ้าน แต่อยู่ไม่ถึงหนึ่งปีบ้านก็ไฟไหม้

โชคดีมันได้รับประกันภัย และเธอใช้เงินนั้นมาซื้อบ้านอีก ในปี 1898 บ้านก็โดนไฟไหม้อีกและได้เงินประกันอีก จากนั้นใน ปี 1900 บ้านเธอก็ไหม้อีก แถมคราวนี้สามีของเธอในกองเพลิงด้วย แน่นอนเบลล์ก็ได้เงินประกันอื้อเลย

จากนั้น เบลล์ ก็ใช้เงินที่จะซื้อฟาร์มใน La Porte, Indiana และต่อมาไม่นาน ในปี 1902 สามีคนที่สองก็ตายด้วยอุบัติเหตุเครื่องบดไส้กรอกหล่ นใส่หัว (มันหล่นอิท่าไหนวะ)




แม้จะน่าสงสัยแต่บริษัทประกันยินดีจ่ายให้เธอเป็นเงิ น $3,000

จาก นั้นเบลล์ก็ประกาศหาสามีในหนังสือพิมพ์ สองปีต่อมามีชายหลายคนที่เป็นสามีหายไปในฟาร์มเธอไปห ลายราย และเธอก็ได้เงินประกันจากการสามีหายซะด้วยสิ





ในตอนท้าย 28 เมษายน 1908 ผู้ คนเกิดความสงสัยม่ายสาวคนนี้

เลยบุกเข้าฟาร์มเพื่อค้นบ้าน ตำรวจที่ค้นพบร่างสี่ร่างในห้องใต้ดิน ผู้ใหญ่หนึ่ง และเด็กสาม ที่คาดว่าเป็นลูกของเธอ

จากนั้นก็ค้นพบร่างอีก 12 ร่าง ที่ระบุไม่ได้เป็นใครเพราะถูกตัดหัว

ส่วนตัวเบลล์นั้นเธอชิงฆ่าตัวตายก่อนโดยการเผาตนเองพ ร้อมบ้าน แต่ผลชันสูตรศพของเธอนั้นหลายฝ่ายไม่เชื่อว่าศพนี้เป ็นของเธอ เพราะศพนั้นเตี้ยกว่าส่วนสูงของเบลล์ถึงหกฟุต


ต่างกันกว่าสองนิ้ว??

เธอทำเงินมากเท่าไหร่?

คะเนได้ว่าสาวคนนี้ทำเงินไป $ 30,000 จากสามีต่างๆผู้ซึ่งได้รับดูดในโดยโฆษณาหนังสือพิมพ์ บ้านถูกไฟไหม้(ซึ่งไหม้ประจำ)เป็นครั้งละ $ 250,000

อันดับ 5. แฮร์กับเบอร์ค (Hare & Burke William) ดักฆ่าคนกลางทางแล้วเอาศพไปขายให้นักศึกษาแพทย์





แฮร์กับเบอร์ค (Hare & Burke William)


คนสองคนทำอะไรก็ได้เพื่อเงิน...ในช่วงศตวรรษ 19 อังกฤษ

อยู่ในช่วงพัฒนาด้านการผ่าตัดเพื่อรักษา ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องศึกษาร่างกายให้ถี่ถ้วน โดยใช้ร่างของคนตายมาชำแหละเพื่อทำการวิจัย

แต่การโดนจำกัดเรื่องกฎหมายเนื่องจากเขาอนุญาตให้ใช้ ผู้ตายในคดีอาชญากรรม เท่านั้น ดังนั้นทำให้หลายคนจึงแอบใช้วิธีขุดศพที่ตายใหม่ๆ จากหลุม

แล้วนำมาขายให้แพทย์ ซึ่งได้เงินเสียด้วยสิ(ประมาณ 7 ปอนด์ ต่อน้ำหนัก)


แต่ สำหรับแฮร์กับเบอร์คเขามีวิธีหาเงินง่ายกว่าขุดศพมาข ายอีก ก็ฆ่าเหยื่อแล้วสวมรอยเป็นศพที่แอบขุดไง ตอนแรกทำกับคนที่บ้านเช่าของพวกเขา พอนานๆ วันก็หันมาดักฆ่าเหยื่อตามท้องถนนยามค่ำคืนในปี 1827

เอาคนที่เร่ร่อน ไม่หัวนอนปลายเท้า คนอ่อนแอ ไร้พิษสง คนแก่นี้แหละง่ายดี จากนั้นก็มาสวมรอยว่าเป็นศพที่ขุดจากสุสาน หลอกขายให้แพทย์ที่รับซื้อ เสร็จแล้วก็ได้ตังค์เข้ากระเป๋าแบบสบายอุรา



แฮร์กับเบอร์ค ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ กว่า18 เดือน มีเหยื่อที่ตายด้วยฝีมือของพวกเขา 16 คน (บางเว็บ 30 คน)
และ ผลสุดท้ายก็หยุดลงเมื่อแฮร์ทรยศหักหลังเขาเอาเรื่องน ี้ไปบอกตำรวจเพื่อ แลกกลับการอภัยโทษเขา
ส่งผลให้เบอร์คถูกลงโทษประหารชีวิตเพียงคนเดียว แถมเชือกที่ใช้แขวนคอเขานั้นมันสั้นเกินไป เขาตายอย่างช้าๆ อย่างทรมาณ จากนั้นร่างกายไร้วิญญาณของเขา

ถูกส่งให้นักเรียนแพทย์เพื่อใช้ชำแหละศึกษา สอดคล้องกับกฎอังกฤษในลงโทษอย่างเหน็บแนม

เขาทำเงินมากเท่าไหร่?

ใน เวลาต่อมาได้มีการค้นพบสมุดบันทึกประจำวันเกี่ยวกับโ จรกรรม และรายการศพที่ลูกค้าต้องการไว้ จากการตรวจสอบพบว่า ศพที่แพงที่สุดขายให้นักศึกษาแพทย์คือ “ศพ วันที่ 1กรกฎาคม ขายได้เงิน 10 ปอนด์ โดยไม่รวมคนที่เขาฆ่าทั้งหมด 30 คนนะเนี้ย


อันดับ 4. ผลประโยชน์ของพนักงานดับเพลิง





มาร์คัส ลิซินิอัส แครซซัส (Marcus Licinius Crassus)115?-53 ก่อนคริสตกาล

ใน สมัยโรมัน มีนักการเมืองคนหนึ่งชื่อ มาร์คัส ลิซินิอัส แครซซัสได้มีไอเดียบรรเจิดที่จะสร้างหน่วยดับเพลิงแร กรุ่นแรกของโลกขึ้น โดยใช้กองทหารผสมของเขา

เรื่อง ทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อ แครซซัสได้สังเกตว่าสิ่งก่อสร้างในกรุงโรมเมืองหลวงข องอิตาลีส่วนใหญ่ทำจาก วัสดุที่ติดไฟง่ายและอาคารก็สูงเกินไป และเมื่อไฟติดเมื่อใดละก็นับลองไฟลามทั่วกรุงโรมแน่ๆ ดังนั้นจึง แครซซัส จึงซื้อทาสมา 500 คน และรวมกับทหารเป็นหน่วยดับเพลิง

แต่พอถึงเวลาไฟไหม้กรุงโรมจริง แครซซัส กลับไม่ยอมให้ทหารมาดับไฟ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องมีเงินค่าดับไฟมาจ่ายก่อน (ต่อรองในขณะที่ไฟไหม้ทั่วกรุงโรม)

"ดับในอาคารที่กำลังไหม้ไฟต้องจ่าย 30 Talents (ค่าเงินของโรมัน)

"ดับไฟที่ดาดฟ้าต้องจ่าย 72 Talents!"

"20 Talents ถ้าไฟมันไหม้ติดเพื่อนบ้าน(โดนจ่ายแน่นอนเพราะบ้านขอ งโรมันอยู่ติดกัน)"

"ถ้าจะให้วิ่งต้องเงินเพิ่ม10 Talents "


"ถ้าจะให้ผมไปดับไฟ ก็โชว์เงินให้ดูก่อนเซ่"



แน่ นอนประชาชนจำเป็นเองจ่ายเงินตามที่พวกแครซซัสเสนอ และพวกเขายังหาเงินหน้าด้านแบบนี้หลายปี จนกระทั้งพวกลูกหนี้ทนไม่ไหวเลยไปเจรจากับ แครซซัส หัวหน้านักดำเพลิงดู จนสุดท้ายก็ตกลงกันไม่ได้ พวกลูกหนี้เลยจัดการ แครซซัสด้วยวิธีสุดลึกล้ำด้วยการมัด และทรมาน แล้วจับกรอกปากด้วยทองคำหลอมละลายซึ่งทำให้เขาตายอย่ างทรมาน

เขาทำเงินมากเท่าไหร่?

แครซซัสสะสมเงินที่ได้จากการต่อรองเรื่องดับไฟเท่ากั บรายได้ประจำปีของคลังโรมัน เป็นจำนวนเงินกว่า 7,100 หรือ 200 ล้านดอลลาร์ปัจจุบัน




อันดับ 3. ทำให้ตนเองพิการแล้วเอาเงินประกัน




ผู้คนใน เเวนอล ฟลอริดา

ผมว่ามันโครตลงทุนเลยนะเนี้ย

ที่ townsfolk ของ เเวนนอล มีคดีที่แสนปวดหัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างมาก
เมื่อประชาชนพร้อมใจกันที่จะเสียแขนขาตัวเองเพื่อได้ รับเงินประกันภัยตามที่ ตกลงกันไว้

โดยมีคดีเกิดขึ้นในเมืองนี้กว่า 50 รายในเเวนอล (ประชากร 780 ของพื้นที่).

L.W Burdeshaw ตัวแทนบริษัทประกันภัยบอกว่า ในช่วง ค.ศ. 1982 มี ลูกค้าหลายรายยอมเสียแขนขาเพื่อเอาเงินประกัน

บางคนยอมเอาเลื่อยเลื่อยแขนซ้ายของเขาโดยอ้างว่าได้ร ับอุบัติเหตุขณะทำงาน บางคนสูญเสียมือสองข้างโดนอ้างว่ายิงเหยี่ยวพลาด(น่า เชื่อเนอะ)และ

บางคนใช้วิธีการตัดแขนตัดขาของเขาได้อย่างหลากหลายไม ่ว่าจะเป็น ปืนยาว หรือ เครื่องแทร็กเตอร์ ถือได้ว่าเป็นความพยายามจริงๆ มากกว่าหน้าด้านนะเนี้ย




เขาทำมากเท่าไหร่?

ในเมืองนี้ไม่มีใครเลยที่ถูกว่ากระทำผิดฐานโกงเงินปร ะกัน ซึ่ง 38 บริษัท ยินยอมจ่ายเงินให้คนเหล่านี้ โดยไม่สงสัยว่ามันช่างเป็นอุบัติเหตุตลกแต่อย่างใด ในเมื่อเอ็งกล้าทำก็กล้าจ่ายละฟ่ะ แต่ถึงแม้จะมีการฟ้องร้องก็ยากจะให้ลูกขุนเชื่อว่าพว กเขายอมเสี่ยงยอมกล้า ที่จะตัดแขนขาเพื่อเอาเงินประกัน






อันดับ 2 เอซ. เอซ โฮล์ม




เอซ. เอซ โฮล์ม (H.H Holmes)

เมื่อหมอบวกกับวิปริตก็กลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่าง เหลือเชื่อ

H.H Holmes เป็นหมอที่จบจากมหาวิทยาลัยของมิชิแกน ใน1884
เขาเป็นผู้ชายน่ารัก, หล่อ, เป็น มิตร และน่าหลงไหล เขาเคลื่อนย้ายสู่เมืองชิคาโก

ทำงานในเภสัชศาสตร์ถ้าคุณเป็นผู้ชายนิสัยดีคงหยุดแต่ เพียงแค่นี้ แต่ หมอโฮล์มแค่นี้หรอก


ปี 1888 หมอ โฮล์มทำการฆาตกรรมเจ้านายของเขา และฮุบร้านของเจ้านายเพื่อเป็นใบเบิกทางการหาเงิน เขากว้านซื้อพื้นที่รอบๆ นั้นเพื่อทำโรงแรมขนาดใหญ่

โรงแรมที่คุณเข้าไปแล้วไม่สามารถกลับออกไปได้ตลอดกาล


หมอโฮล์มจะต้อนรับแขกของเขาอย่างคุ้มค่าด้วยความตาย ฆ่าโดยการทำให้หายใจไม่ออกอย่างช้าๆ



ในโรงแรมที่แสนสนุกมีทั้ง หอลับ, ประตูลับ, การลื่นไหลกำแพง, ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ซ่อนเร้น ห้องทรมาน ในห้องใต้ดินหมอโฮล์มยังมีเครื่องยืดร่างมนุษย์ที่แส นสนุก


แต่ผู้คนจำนวนมากมายต้องเสียชีวิตลง เพื่อที่หมอจะเอากระดูกเหยื่อไปขาย และข้าวของเครื่องใช้เป็นของตนเอง





หลังจาก 1893 โรงแรมก็ขาดแคลนแขก หมอ โฮล์มและผู้ช่วยเขาร่วมมือกัน ต้มตุ๋น และทำการฆ่าผู้ช่วยเขาด้วยการเผาอำพรางเพื่อเรียกร้อ งเงินประกัน

และฆ่าเด็กสามคนซึ่งเป็นลูกของผู้ช่วยตาย ก่อนที่จะโดนจับและได้รับโทษประหาร



ทำเขาทำมากเท่าไหร่?

มัน ยากเหลือเกินที่จะเดาว่าหมอโฮล์มได้เงินกี่บาทในการก ารฆ่าคน เพราะเหยื่อเขามีมากเหลือเกินที่เสียชีวิตในโรงแรมเข า
และน่ากลัวเหลือเกินที่หมอโฮล์มเลือกที่จะเก็บความลั บผลประโยชน์ทั้งหมดจน กระทั้งเรื่องทั้งหมดจบลงพร้อมกับการตายของเขา
แต่ในกรณีคดีฆ่าผู้ช่วยเขาหมอโฮล์มสารภาพว่าเขาได้เง ินจากการประกัน $10,000




1. คูหามรณะ




ด็อกเตอร์มาร์เซล ปดิต (Dr Marcel Petiot) 1897 – 1946

ใครว่าสงครามมีแต่สูญเสีย แต่สำหรับคนบางคนแล้วมันมีแต่ได้กับได้

มกราคม1942 เมื่อ นาซีครอบครองฝรั่งเศส ในสงครามโลกครั้งที่ 2 มันเป็นช่วงเวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์โดยด็อกเตอร์มาร ์เซล ปดิต Marcel Petiot

หมอซึ่งย้ายสู่ชื่อเมืองหลวงของฝรั่งเศส หมดที่ตั้งใจ๊ตั้งใจมาเพื่อรักษาและพยาบาลจิตใจชาวฝร ั่งเศสโดยเฉพาะ(จริงๆ นะ)


ขอบคุณประสบการณ์หมอมาร์เซล เขาทำตามที่เขาตั้งใจจริงๆ แหละ นั้นคือเขาขายยาเสพย์ติด และทำแท้งเถื่อน....................ซึ่งในสงครามโลก 2 ลูกค้าเยอะมากๆ

แต่หมอมาร์เซลไม่หยุดแค่นั้นหรอก เพราะเขาเห็นโอกาสของเขาที่จะทำให้เงินสดพิเศษจำนวนหนึ่ง


เรื่อง ของเรื่องคือชาวยิวต้องการหนีตายจากพวกนาซี แต่จะหนีไปไหนได้ละนาซีเต็มประเทศไปหมด นั้นเองที่ทำให้หมอมาร์เซลมาเสนอว่าเขาสามารถช่วยชาว ยิวลี้ภัยหลบหนีจาก ประเทศได้

แต่ต้องมีค่าธรรมเนียมหน่อยนะสัก 25,000 เหรียญเงินตราของฝรั่งเศสต่อหนึ่งบุคคล


ลูกค้า ชาวยิวจำเป็นต้องจ่ายเพราะชีวิตสำคัญกว่าเงิน
แล้วหมอมาร์เซลก็บอกว่าให้พวกเขาเอาทรัพย์สินข้าวของ เครื่องใช้ทั้งหมดมาที่ บ้านหลังใหญ่เขานะ เดี๋ยวเขาจะพาหนีไปต่างประเทศ




คุณอาจจะต้องการเพื่อหยุดการอ่านตอนนี้ ถ้าคุณเชื่อว่าเมื่อลูกค้าที่มาถึงบ้านของหมอมาร์เซล
คงหนีไปประเทศอาร์เจนตินาเรียบร้อย(หมอมาร์เซลอ้างว่ าเป็นจุดหมายปลายทาง) แต่ก่อนหนีคนไข้ของเขาต้องปลูกฝีฉีดยาก่อน และ...................




6 มีนาคม 1944 (นาซีโดนไล่ออกจากฝรั่งเศส) ตำรวจ บุกบ้านของหมอมาร์เซลทีี่ถูกเผาไหม้
จากนั้นก็พบกองปูนขาวที่ยังไม่ผสมน้ำมากมาย โดยในนั้นมีส่วนของร่างมนุษย์ ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ และศพต่างๆไม่สามารถประกอบร่างคนๆได้
ตำรวจยังค้นพบห้องใต้ดินขนาดใหญ่ที่มากมายพอสำหรับเก ็บซ่อนศพ มีเตาสำหรับทำลายศพไร้หัว, และอวัยวะของศพมากมาย

หมอมาร์เซลที่ถูกการจับกุมต่อมา ถูกประหารตัดหัว




ทำเขาทำเงินมากเท่าไหร่?

หมอมาร์เซลโกยเงินโดยไม่นับเฉพาะค่าธรรมเนียมใหญ่โตของเขา แค่ของมีค่าที่ติดตัวจากผู้ลี้ภัยชาวยิวก็ประมาณค่าไม่ได้แล้ว

แต่ถ้าให้ตีเป็นเงินละก็ประมาณ 200 ล้านชื่อเหรียญเงินตราของฝรั่งเศส

ตอน ที่หมอมาร์เซลทำการฆาตกรรมนาซีก็รู้เห็นนะ แล้วแจ้งโดยตรงแก่อาณาจักรไรต์ที่สามของฮิตเลอร์ด้วย
ซึ่งฮิตเลอร์ชอบใจมากๆๆ(ขอบอกว่าหมอกลายเป็นฮีโร่ไปเลย)เพราะหมอช่วยฆ่าชาวยิวให้แถมฮิตเลอร์ยังให้รางวัลแก่เขาอีก โดยให้เหรียญตรากล้าหาญให้หมออีกด้วยนะจะบอกให้

(ถ้าเอาเหรียญนาซีนี้ไปประมูลขายคนบ้าสะสมในปัจจุบัน นี้ละก็รับลองรวยล้นฟ้า)

จาก http://www.richdadthai.com

ด่วน !.5 วิธีรวยในทันที โดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม

วิธีที่เราจะรวยในทันที โดยไม่ต้องทำงานเพิ่ม ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มก็คือ วิธีรวย ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดของเรา ลองมาดูกัน
1. ด้วยรายได้เท่าเดิมเนี่ย
แต่เราลองคิดว่าตอนนี้เรารวยแล้ว เนี่ยแหละครับแค่เนี่ย เราก็รวยแล้วในนาทีนี้เลย ไม่ต้องไปรอตอนไหน แต่ต้องใช้อย่างไม่ฟุ่มเฟือยนะครับ รวยแล้วไม่จำเป็นต้องฟุ่มเฟือย วิธีคิดอย่างนี้ จะทำให้เกิดความพอใจในตนเอง พอใจในรายรับของตนเอง ทำให้เกิดความสุขขึ้น ทำให้การจับจ่ายใช้สอยเป็นไปตามความต้องการจริงๆของเรา ในทางตรงกันข้ามกัน ในคนที่คิดกดดันตนเองว่า ตนนั้นจน นั้น ก็จะพยายามใช้จ่ายบางอย่าง ที่ไม่ได้เป็นความต้องการจริงๆของตน แต่เป็นไปเพื่อลดปมด้อยว่านี่ฉันซื้อสิ่งนี้ ฉันรวยแล้ว ซึ่งนั่นจะเป็นหนทางที่ทำให้จนจริงๆ เนื่องจาก เป็นการใช้จ่าย ที่ไม่ตรงความต้องการแท้จริง ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แท้จริง และ เกินฐานะแท้จริงของตนลองนำวิธีคิดนี้ไปใช้ดู คงไม่มีใครว่าครับ

2. ย้ายไปอยู่ประเทศที่ค่าเงินต่ำกว่าเรา

เช่น ลาว เขมร กัมพูชา หรือ เปรียบเทียบใกล้เคียงก็คือ ไปอยู่ต่างจังหวัด ก๋วยเตี๋ยว ชามนึงในกรุงเทพ อาจจะซื้อ ได้ สองชามในต่างจังหวัด หรือ สาม สี่ ชามที่ลาว เขมร

3. ลดรายจ่ายในการทำกิจกรรมต่างๆ

โดยเป้าหมายกิจกรรมยังเหมือนเดิม แต่ใช้รายจ่ายต่ำสุด ผลลัพธ์อาจใกล้เคียงกัน หรือ อาจดีกว่า เช่น อยากไปเที่ยวมัลดีฟก็เปลี่ยนเป็น ไปเที่ยวเกาะ สมุย พัทยา แทน จุดประสงค์ ไปเที่ยวยังเหมือนเดิม ยังได้ไปพักผ่อนเหมือนเดิมแต่รายจ่ายลดลง หรือ อยากกินเฟรนฟรายก็ ไปกินมันทอดแทน สารอาหาร รสชาด ไม่หนีกันเท่าไร อาจได้ปริมาณมากกว่าด้วย

4. เข้าวัดศึกษา พระธรรมให้มาก
ทำให้ปัญญาเกิดขึ้น ก็จะไม่ค่อยรู้สึกเรื่องเหล่านี้มาก เข้าใจว่า รวยจน ก็คือ อุปทานอย่างนึง ความสงบ จากวัด ก็ทำให้เกิดความสุขอีกแบบ

5. ทำทาน ช่วยคนยากจน
คนรวยจริง ต้องช่วยเหลือ คนยากจนได้ อันนี้เป็นสมบัติที่แสดงว่าเรามีเงินเหลือ กิน เหลือเก็บ จนสามารถไปเผื่อแผ่ คนอื่นได้อย่างแท้จริง ถ้าคุณสามารถทำทาน ช่วยเหลือคนอื่นได้ ก็ถือว่าคุณรวยแล้วละครับ

ลองนำวิธีเหล่านี้ไปใช้ดู คุณสามารถรวยได้ทันที ณ บัดนี้เลย 

ย้อนรอยเงินตราของไทย

ย้อนรอยอดีต  เงินตราของไทย
                  
                    สวัสดีครับ เพื่อน วันนี้ขอเสนอประวัติเงินตราของไทยใน อดีตครับคิดว่าหลายคนที่ยังไม่รู้ ส่วน
คนที่รู้แล้ว ก็ถือเสียว่า ทบทวนก็แล้วกัน นะ๊ !..


เรื่องของเงินตรา 
จากหลักฐานที่ค้นพบในบริเวณที่ตั้งของประเทศไทยปัจจุบัน มีเงินตราในยุคแรก ได้แก่เหรียญฟูนัน ทวาราวดี และศรีวิชัย ทางภาคเหนือมีเงินล้านนา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเงินล้านช้าง ดังนั้นเงินตราของไทยจึงมีความหลากหลายในรูปลักษณะ และมีที่มาที่น่าสนใจ

แม้ว่าเงินตราดังกล่าว จะมีมา ก่อนที่จะตั้งประเทศไทย หรือรัฐไทยก็ได้รับอารยธรรมจากอินเดีย และจีนผสมผสานกัน แต่ก็ได้หล่อหลอมกันมา จนปรากฎเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจน และยืนยงคง อยู่นานกว่าหกศตวรรษ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมาผ่านสมัยอยุธยา สืบต่อมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เพิ่งมาเลิกใช้ในรัชสมัยพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๑ เงินตราดังกล่าวได้แก่ เงินพดด้วง
เงินพดด้วง


หลังจากนั้น ประเทศไทยก็หันมาใช้เหรียญกษาปณ์แบบประเทศตะวันตก
โดยได้มีการริเริ่มตั้งแต่รัชสมัย พระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
แต่ยัง ไม่ทันได้ออกใช้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าให้สร้างโรงกษาปณ์เพื่อผลิต เหรียญกษาปณ์ออกใช้ ตั้งอยู่ที่หน้าพระคลังมหาสมบัติในพระบรม มหาราชวัง พระราชทานนามว่า โรงกษาปณ์สิทธิการเมื่อประมาณ ปี พ.ศ.๒๔๐๓

เหรียญกษาปณ์

หลังจากเริ่มใช้เหรียญกษาปณ์ประมาณครึ่งศตวรรษ ความไม่พอเพียงต่อการใช้งาน เนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการค้าทำให้รัฐบาลต้อง ออก ธนบัตรเงินตรากระดาษ ไปใช้ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. ๒๔๔๕ ทั้งเหรียญกษาปณ์และธนบัตรได้มีวิวัฒนาการมาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน 
อัฐกระดาษ
 

วันพฤหัสบดีที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2553

วิธิสร้างเงินให้งอกเงย

                                                         เงินเงินเงิน และ เงิน

คนรวยเก่งเรื่องการบริหารเงินให้งอกเงย
                                                                    
 ส่วนคนจนเก่งเรื่องใช้เงินแบบผิดๆ


ที่ถูกต้องพวกเขาควรพูดว่า "เมื่อฉันเริ่มบริหารเงิน ฉันจึงจะมีเงินมาก"


มันก็เหมือนกับคนอ้วนที่พูดว่า "ฉันจะเริ่มออกกำลังกายและควบคุมอาหารทันทีที่ฉันลดน้ำหนักได้ยี่สิบปอนด์" ขั้นแรกคุณต้องบริหารเงินที่มีให้ดีเสียก่อน แล้วคุณก็จะมีเงินให้บริหารมากขึ้นไปอีก


กฎของสวรรค์ก็คือ "ถ้าคุณยังไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าคุณจัดการกับสิ่งที่มีอยู่ในมือได้ คุณ
ก็จะไม่ได้รับอะไรเพิ่ม!"


คุณต้องบ่มเพาะนิสัยและทักษะในการบริหารเงินก้อนเล็กๆ ก่อนที่จะมีเงินก้อนใหญ่ การบริหารเงินจนกลายเป็นนิสัยย่อมมีความสำคัญกว่าจำนวนเงินที่เราบริหาร


แล้วคุณจะบริหารเงินของคุณอย่างไร? ผมจะให้หลักการสักสองสามข้อเพื่อให้คุณสามารถนำไปใช้ได้


ให้คุณเปิด "บัญชีอิสรภาพทางการเงิน" ของคุณเพิ่มอีกบัญชีหนึ่ง แล้วฝากเงิน 10% ของทุกบาทที่คุณหามาได้ (หลังหักภาษีแล้ว) ไว้ในบัญชีนี้ เงินส่วนนี้มีไว้เพื่อการลงทุนและซื้อหรือสร้างแหล่งรายได้งอกเงยคนรวยไม่ได้ฉลาดกว่าคนจนหรอกครับ      คุณรู้ไหม?  เพียงแต่ว่า พวกเขามีนิสัยในด้านการเงินที่แตกต่างและเอื้อต่อการสร้างความมั่งคั่งมากกว่า ลักษณะนิสัยดังกล่าวเป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูในอดีต ดังนั้น ถ้าคุณบริหารเงินได้ไม่ดี นั่นอาจหมายความว่า คุณไม่ได้ถูกสอนมาให้บริหารเงิน อีกข้อหนึ่งคือเป็นไปได้มากทีเดียวว่าคุณอาจไม่รู้วิธีบริหารเงินอันแสนง่ายดายและเปี่ยมประสิทธิภาพ โรงเรียนไม่ได้สอนวิชา "ร้อยแปดวิธีการบริหารเงิน" เราเรียนแต่เรื่องสงครามกลางเมืองกู้ชาติ และแน่นอนครับ นั่นเป็นความรู้ที่ผมเอามาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันได้อักโขทีเดียว

คนจนนั้น ถ้าพวกเขาไม่ชอบบริหารเงินด้วยเหตุผลหลักๆ ก็มักหลีกเลี่ยงมันไปเลย ผู้คนไม่ชอบบริหารเงินด้วยเหตุผลหลักๆเพียงสองข้อ

ข้อแรกคือ พวกเขาบอกว่ามันเป็นการจำกัดอิสรภาพ

ผมขอบอกว่าการบริหารเงินไม่ได้จำกัดอิสรภาพของคุณแม้แต่น้อย...ตรงกันข้าม มันให้อิสระแก่คุณต่างหาก การบริหารเงินจะช่วยให้คุณได้รับอิสรภาพทางการเงินได้ในที่สุด คุณจึงไม่จำเป็นต้องทำงานอีก สิ่งนี้ต่างหากที่เป็นอิสรภาพที่แท้จริงสำหรับผม

ข้อสองคือ พวกที่แก้ตัวว่า "ฉันไม่มีเงินมากขนาดจำเป็นต้องบริหาร"

เท่านั้น ห้ามนำเงินในบัญชีนี้ไปใช้ซื้อของ ใช้ได้เฉพาะการลงทุนเท่านั้น


มีผู้เข้าร่วมสัมมนาคนหนึ่งถามผมว่า "ผมจะบริหารเงินได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้ยังต้องหยิบยืมเงินคนอื่นมาใช้เพื่อให้อยู่รอดไปวันๆอย่างนี้?"


คำตอบคือ "จงยืมมาเพิ่มอีกหนึ่งดอลลาร์ แล้วบริหารเงินหนึ่งดอลลาร์นั้น"


เพราะในที่นี้ สิ่งสำคัญไม่ใช่กฎแห่งโลก "ภายนอก" เท่านั้น แต่ยังรวมถึงกฎแห่งโลก "ภายใน" ด้วย ปาฏิหารย์แห่งการเงินจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณแสดงให้สวรรค์เห็นว่าคุณบริหารเงินของคุณได้อย่างเหมาะสมแล้ว


นอกจากการเปิดบัญชีอิสรภาพทางการเงินแล้ว คุณควรมีกระปุกอิสรภาพทางการเงินไว้ในบ้าน และหยอดเงินใส่มันทุกวันไม่ว่าจะเป็น 10 ดอลลาร์ 5 ดอลลาร์ 1 ดอลลาร์ เงินเพนนีเดียวหรือเศษเงินก้อนกระเป๋าทั้งหมด 


จำนวนเงินไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทำให้เป็นนิสัย เคล็ดลับคือการให้ "ความสนใจ" กับจุดมุ่งหมายที่จะไปสู่อิสรภาพทางการเงินทุกๆวัน


คู่เหมือนดึงดูดกัน เงินดึงดูดเงิน กระปุกธรรมดาๆของคุณจะกลายเป็น "แม่เหล็กดูดเงิน" เพื่อดึงดูดเงินจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งโอกาสแห่งการมีอิสรภาพทางการเงินด้วย


นอกจากนี้ คุณควรมีอีกบัญชีไว้เก็บเงินจำนวนเท่าๆ กันสำหรับ "ผลาญ" เล่นเพื่อความสุขส่วนตัวโดยเฉพาะ


หนึ่งในเคล็ดลับสำคัญแห่งการบริหารเงินคือควาสมดุล คุณควรเก็บเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับนำไปใช้ลงทุนเพื่อให้เม็ดเงินงอกเงย แต่ในขณะเดียวกัน คุณก็ต้องแบ่งเงิน 10% ของรายได้ใส่ไว้ในบัญชี "ใช้เล่น" ด้วย 


เพราะอะไรน่ะหรือ? เพราะธรรมชาติของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงถึงกันหมด คุณไม่มีทางสร้างผลกระทบกับด้านใดด้านหนึ่งของชีวิตโดยไม่ส่งผลกับด้านอื่นๆหรอก ถ้าคุณเอาแต่เก็บออม ในที่สุดจิตใจบางส่วนของคุณที่มองหาความสนุกก็จะบอกว่า "ฉันทนมานานพอแล้ว ฉันควรได้รับความสนใจบ้าง" แล้วก็ล้างผลาญทุกอย่างที่คุณเพียรสะสมมา


กฎเหล็กของบัญชีเงินใช้เล่นคือ เงินที่เก็บไว้ในบัญชีนี้จะต้องถูกนำไปใช้ทุกเดือน


หนทางเดียวที่เราจะเก็บออมเงินได้สำเร็จก็คือ การได้ใช้จ่ายเงินเพื่อความบันเทิงเป็นรางวัลชดเชยสำหรับความพยายามในการเก็บออม


นอกจากบัญชีเงินใช้เล่นและบัญชีอิสรภาพทาการเงินแล้ว ผมขอแนะนำให้คุณเปิดอีกสี่บัญชี เพื่อแยกรายได้ของคุณเก็บไว้ดังนี้


10% ใส่บัญชีเงินออมระยะยาวเพื่อการใช้จ่าย
10% ใส่บัญชีเพื่อการศึกษา
50% ใส่บัญชีเพื่อการใช้จ่ายที่จำเป็น
10% ใส่บัญชีเพื่อการให้


ถ้าคุณบริหารเงินของคุณตามหลักการนี้คุณจะสามารถมีอิสรทางการเงินได้ด้วยรายได้ไม่มาก ถ้าคุณบริหารเงินได้ไม่ดี แม้จะมีรายได้มหาศาล คุณก็ไม่สามารถมีอิสระทางการเงินได้


เงินเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิตของคุณ เมื่อคุณเรียนรู้วิธีควบคุมการเงิน ชีวิตของคุณก็จะดีขึ้นในทุกๆ ด้าน



                   ขอคุณที่มา ruur.igetweb.com

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

เงินหนอเงิน


เงินเงินเงินและเงิน

ประวัติความเป็นมาของเงินไทย

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ไทย พระองค์แรกที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิรูปเงินตราไทยจากที่เคยใช้เงินพดด้วงหรือเงินกลม ที่ใช้มาแต่โบราณกาลให้มาใช้เงินเหรียญหรือเงินแบน แบบประเทศทางตะวันตก
เงินเหรียญ    ได้โปรดเกล้าฯให้ประเทศใช้เงินเหรียญนอกครั้งแรกเมื่อปี
พ.ศ.๒๓๙๙ ครั้งที่สองเมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๐๐ และได้ประกาศพิกัดเงินเหรียญนอก เมื่อปี
พ.ศ.๒๔๐๗ จนถึงปี พ.ศ.๒๔๔๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงได้ยกเลิกการใช้เหรียญนอก
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ได้ทรงสั่งเครื่องทำเหรียญกษาปณ์จากอังกฤษมาผลิตเหรียญกษาปณ์ในไทย ติดตั้งเครื่องใช้งานได้เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๐๓ พระราชทานชื่อว่า โรงกษาปณ์ สิทธิการตั้งอยู่หน้าพระคลังมหาสมบัติตรงมุมถนนออกประตูสุวภาพบริบาลด้านตะวันออก ได้ผลิตเหรียญบาท เหรียญสองสลึง เหรียญสลึง และเหรียญเฟื้อง แต่ผลิตได้น้อยไม่พอแก่ความต้องการ
เงินเหรียญนี้ หน้าหนึ่งมีตรารูปพระมหาพิไชยมงกุฎอยู่กลาง มีฉัตรกระหนาบอยู่สองข้าง มีกิ่งไม้เป็นเปลวแซก อยู่ในท้องลาย อีกหน้าหนึ่งเป็นรูปกงจักร กลางใจจักรมีรูปช้างประจำแผ่นดิน รอบวงจักรชั้นนอกเหรียญบาทมีดาวอยู่แปดทิศ แสดงว่าแปดเฟื้อง เหรียญสองสลึงมีดาวอยู่สี่ทิศ แสดงว่าสี่เฟื้อง เหรียญสลึงมีดาวอยู่ข้างบนและข้างล่างสองดวง แสดงว่าสองเฟื้อง และเหรียญเฟื้องมีดาวอยู่ด้านบนดวงเดียว นอกจากนี้ยังมีเหรียญ หนึ่งตำลึง กึ่งตำลึง และกึ่งเฟื้อง แต่ไม่ได้นำออกใช้ตามแจ้งความกระทรวงพระคลังมหาสมบัติเมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๓๘ พบว่ามีเหรียญตรามงกุฎดังกล่าวให้แลกอยู่ ๖ ราคา ด้วยกัน คือ ราคา สองบาท หนึ่งบาท สองสลึง หนึ่งสลึง หนึ่งเฟื้อง และ สองไพ
 กะแปะอัฐและโสฬส    เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๐๕ ได้มีประกาศให้ใช้กะแปะอัฐ และโสฬสขึ้นใหม่ ด้วยว่าสมัยโบราณไทย และลาวใช้หอยชนิดหนึ่งที่เรียกว่าเบี้ย ใช้แทนเงินปลีก โดยคิดอัตราแปดร้อยเบี้ยต่อหนึ่งเฟื้อง สำหรับกะแบะอัฐและโสฬสเมื่อนำมาแลกเปลี่ยนขอรับเงินจากพระคลังมหาสมบัติ กำหนดอัตราไว้ ๘ อัฐต่อเฟื้อง และ ๑๖ โสฬสต่อเฟื้อง โดยไม่ลดหย่อนแม้เนื้อโลหะที่ทำจะสึกกร่อนไปเพราะการใช้งาน แต่ถ้าเนื้อโลหะขาดบิ่น มูลค่าจะลดลงตามน้ำหนักที่หายไป
 เบี้ยหอย    นับแต่โบราณมามีการใช้เบี้ยหอยเป็นเครื่องแลกเปลี่ยนกับทวีราชอาณาจักร มาถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้ใช้เบี้ยดีบุกและเบี้ยทองแดงแทนเบี้ยหอย มีขนาดและชื่อเรียกกันต่าง ๆ ดังนี้
๑. เบี้ยโพล้ง   
๒. เบี้ยแก้   
๓.เบี้ยจั่น   
๔. เบี้ยนาง   
๕. เบี้ยหมู   
๖. เบี้ยพองลม   
๗. เบี้ยบัว   
๘. เบี้ยตุ้ม   
 เหรียญทองชิ้นแรก    สร้างจากโรงกษาปณ์ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ประทับตราจักรทุกมุม น้ำหนัก ๒๐ บาท ทำด้วยทองคำเนื้อดี ตามมูลค่าทองคำหนัก ๑ บาท เท่ากับเงิน ๑๖ บาท เหรียญนี้จึงมีมูลค่า ๓๒๐ บาท
       เหรียญทองแปทศ ทองแปพิศ และทองแปพัดดึงส    ประกาศใช้เมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๐๖ ทำด้วยทองคำเนื้อแปดเศษสองมี ๓ ขนาด ราคา ๘ บาท ๔ บาท ๑๐ สลึง เรียกว่า ทศ แปลว่า ๑๐ แป เป็นเงิน ๑ ชั่ง พิศ แปลว่า ๒๐ แปเป็นเงิน ๑ ชั่ง และพัดดึงส์ แปลว่า ๓๒ แปเป็นเงิน ๑ ชั่ง
สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๒๔๐๗ เนื่องในงาน เฉลิมพระชนม์พรรษา ๖๐ พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เป็นเหรียญตราพระมหาพิชัยมงกุฎหนัก ๔ บาท มี ๒ ชนิด ทำด้วยทองคำ และทำด้วยเงิน ใช้ประดับได้อย่างเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชาวจีนแต้จิ๋วเรียกเหรียญแต้เหม็
เบี้ยซีก เบี้ยเสี้ยว    สร้างเมื่อ ปี พ.ศ.๒๔๐๘ ทำด้วยทองแดง ที่มีตราเหมือนเบี้ยอัฐ และเบี้ยโสฬสอย่างใหญ่เรียกว่า ซีก มีค่า สองอันต่อหนึ่งเฟื้อง อีกชนิดหนึ่งมีขนาดเล็กเรียกว่าเสี้ยว มีค่าสี่อันต่อหนึ่งเฟื้อง